Tales of Terror - part3 ลอง..ของ..
posted on 17 Aug 2007 16:47 by armkungและแล้ว..ไตรภาคเรื่องเล่าสยองขวัญของข้าพเจ้าก็เดินทางมาจนถึงจุดสุดท้าย กับ...
Tales of Terror - part3
ลอง..ของ..
นี่คงเป็นเรื่องสุดท้ายแล้วที่จะเขียนลงบลอคนี้
แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสเขียนเรื่องต่อไป ครึครึครึ..
จะรอช้าอยู่ใย ขอบรรเลงบทเพลงส่งท้าย ณ บัดนี้
(เนื่อเรื่องย่อยๆอาจมีบิดเบือนไปบ้าง เพราะเหตุการณ์มันเกือบๆ 2 ปีแล้ว.. ผู้เขียนเองก็จำไม่ได้ทั้งหมด..)
Tale IV - โรงงานร้างสยองขวัญ..
ผมจำวันนั้นได้แม่นยำเหลือเกิน..
วันนั้น วันที่ 15 ก.ย. 2548 ตอนเวลาประมาณเกือบๆ 5 ทุ่มได้...
ช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้ๆสอบ(อีกแล้วครับท่าน ทำไมชีวิตตรูมีแต่สอบๆๆอยู่ได้!) วันนั้นผมไปนั่งลอกสมุดจดวิชาภาษาอังกฤษ ที่ชอบหลับเป็นประจำ ก็แหม่..น้ำเสียงอาจารย์มันช่างยั่นยวยเหลือเกินใครมันจะห้ามใจไหวล่ะ.. ไปลอกตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว แต่ว่าลอกเสร็จแล้วก็ยังติดลมบนอยู่นังคุยนั่งเม้าท์กับเพื่อนต่อไปเรื่อยๆ ก็ห้องมันเป็นห้องหญิงล้วน ก็เลยมีเรื่องเม้าท์มันๆ เฮฮาๆเยอะแยะ คุยกันอยู่เพลินๆ(พร้อมกับลอกไปด้วย) จู่ๆมือถือก็ดังขึ้น.. โชว์เบอร์ว่าโทรมาจากเพื่อนผมชื่อไอ้เป้
"ฮัลโหลเป้เหรอมีไร"
"เออๆกูเอง เฮ้ยคืนนี้ว่างป่าววะ"
"ก็ว่างๆ ว่ะมีไรเหรอ"
"เออมึงจำได้ปล่าวเรื่องโรงงานร้างที่กูเคยเล่าให้มึงฟังอ่ะ แถวๆพุทธมณฑลอ่ะ"
"เออๆจำได้ๆ"
"เฮ้ย! คืนนี้ไปกันป่าว?"
"หา!!!??"
โรงงานร้างที่พูดถึงนั้น เป็นโรงงานร้างอยู่แถวตำบลพุทธมณฑล เลยๆจากถนนอุทยานไปไม่ไกลเล่ากันว่าเมื่อก่อนเคยเป็นโรงงานทำตุ๊กตาใหญ่มาก มีคนงานนับพันๆคน แต่เกิดไฟไหม้ขึ้นเกือบ10ปีก่อน ด้วยผังโรงงานที่ออกแบบมาไม่ดี ไม่มีทางหนีไฟให้พนักงาน ทำให้มีคนงานเสียชีวิตจำนวนมากมาย ทั้งเหยียบกันตาย ไฟคลอก หรือเสี่ยงกระโดดออกจากตึกตกตึกตาย ฯลฯ ตามแต่ที่เคยได้ยินมา ทุกวันนี้โรงงานยังคงถูกทิ้งให้ร้างอยู่อย่างนั้น เคยมีคนไปลองของกันมามากมาย เจอดีกันเป็นแถบ รายการทีวียังเคยมาถ่ายอีกด้วย..
ไอ้เป้มันก็บอกว่า นัดๆกันไว้หลายคนแล้ว จำได้ว่าเคยเล่าให้ผมฟัง เลยโทรมาชวนๆดู เพราะว่าการจะไปที่แบบนี้มันค่อนข้างเสี่ยง ต้องพาคนไปเยอะๆ อาจเจออันตรายหลายอย่าง ทั้งคนจรจัด สัตว์จรจัด หรือเจอวัยรุ่นมามั่วสุมกัน กลุ่มที่เราจะไปนั้น มีผู้หญิงอยู่ด้วย 3 คน จึงต้องการผู้ชายไปด้วยมากหน่อย...
ผมก็ลังเลอยู่สักพัก ว่าจะไปไม่ไปดี.. ตอนแรกก็กลัว จะไปทำไมไอ้ของพรรค์นี้ เรื่องไม่น่าจะไปยุ่งด้วย แต่สุดท้ายคำตอบก็คือ... "ไป"
......
พวกเรานัดรวมพลกันตอน 5 ทุ่มครึ่ง ที่ห้องโตโต้ ให้แต่ละคนเอาไฟฉายมาเองคนละกระบอก ไฟแรงมากน้อยแล้วแต่ศรัทธา เอ้ย!! ไม่ใช่นั่นมันหย่อนเงินทำบุญ.. ไฟมากน้อยตามแต่ว่าขี้กลัวขนาดไหน ผมก็หากระบอกพี่เบิ้มสุดเท่าที่เพื่อนร่วมห้อง(อ้างอิงจาก Tale I)จะมี.. ก็แหงล่ะ ตรูมันกลัวนี่หว่า!! เมื่อเหล่าผู้กล้าพร้อมหน้ากันที่ห้อง ก็มีอ่อยอิ่งกันเล็กน้อย ลืมของบ้าง คุยเล่นกันบ้าง อวดศักดาไฟฉายกันบ้าง นับรวมผู้ร่วมชะตากรรมได้ 9 คนดังนี้..(ขออนุญาตเอ่ยชื่อ+คณะ) ที่อยู่ SI มี ผมเป้ ไปป์ โตโต้ ตั้ม(แว่น) เจ้ปาล์ม ออม(ศนิ) ฟิล์ม อีกคนคือโบว์จัง จากBM จากนั้นก็ขึ้นรถไอ้เป้พร้อมลุยกัน..
......
มาถึงโรงงานกันก็เกือบๆจะเที่ยงคืนไปแล้ว บรรยากาศน่ากลัว เหมือนกะที่จินตนาการไว้ไม่มีผิด ยิ่งเพิ่มความกลัวให้ผมเข้าไปอีก โดยก่อนที่พวกเราจะเข้าไปนั้นไอ้เป้ ผู้เคยผ่านสถานที่มาก่อน ก็บอกพวกเราถึงกฎในการมาเยือนที่แห่งนี้ว่า
- พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดไฟฉายให้มากที่สุด.. แม้โรงงานนี้จะร้าง แต่ก็ยังเป็นที่ดินส่วนบุคคล มียามเฝ้าอยู่ด้านหน้าโรงงาน(พวกเราแอบบเข้ามาจากด้านข้างที่กำแพง/ประตูพัง) หากยามเจอพวกเรา ก็คงต้องโดนไล่ ดีไม่ดีเกิดคดีความอีก..
- หากไม่ไหวอยากกลับห้ามคำว่า "กลับ" เด็ดขาด เพราะอาจจะมีบางสิ่งกลับมากับเราก็ได้ ให้พูดคำว่า "หนึ่ง" หากเจออย่างว่า..หรือกลัวจนทนไม่ไหว และพูดว่า "สอง" หากไปเจอคนแปลกหน้า คนจรจัด หรือสัตว์จรจัดที่อาจทำอันตรายเราได้ มันบอกว่า"สอง"นั้นน่ากลัวกว่า"หนึ่ง" ผีมันทำอะไรเราไม่ได้ แต่คนน่ะน่ากลัวกว่าเยอะ..
เพื่อความสะดวกขอวาดแผนที่ประกอบ 
พร้อมจะไปผจญภัยกันรึยังครับ..
(ผู้อ่านคงเบื่อ intro กันแล้วใช่ไหมครับ แฮะๆๆ)
ตึกที่1
พวกเราเริ่มเข้าไปตามลำดับ(ที่จัดเอง) จากทางด้านข้างของโรงงาน ตึกนี้เมื่อเข้าไปภายในดูสภาพน่าจะเป็นโรงเเก็บของ โกดัง อะไรประมาณนี้ ตัวเองดูโล่งๆเพดานไม่สูงมากนัก รอบๆตัวตึกมีแต่กำแพง หน้าต่างก็มีเพียงแค่หน้าต่างระบายอากาศด้านบนทำให้ดูอึดอัดกันพอควร.. ตึกนี้ดูจะเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้เท่าไรนัก ดูยังครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่างดู ทางเดินรียบๆโล่งๆ มีแต่เศษหินเศษกระจกระเกะระกะบ้าง และยังมีศาลเจ้าแบบจีนเล็กๆ ตามร้านค้า ตั้งไว้ที่ผนังด้านนึงอีกด้วย
แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ.. ความมืด..ใช่แล้ว อย่างที่บอกไปว่าในนี้ไม่ค่อยมีหน้าต่าง ซ้ำตำแหน่งlocateยังdistalออกไป ทำให้ในนี้มืดมากๆ พวกเราเดินเกาะกลุ่มกันอย่างหลวมๆ คล้ายๆขบวนเดินแถวตอน ผมนั้นอยู่กลางๆแถว เราค่อยๆเดินไปช้าๆเงียบๆ สิ่งเดียวที่พอจะยึดเหนี่ยวจิตใจพวกเราได้ก็คือ เสียงไฟจากไฟฉายของแต่ละคนเท่านั้น.. แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากอยู่ดี เพราะข้างในตึกดูทึบๆ และมืดมาก ซ้ำร้ายพวกเราก็ยังกลัวๆกันเลยไม่มีใครกล้าส่องไฟฉายแบบกราดไปทั่วๆมากนัก.. คงเพราะ..ไม่อยากกลัวจะส่องเจอ..กับ.... เข้ากระมัง..
พวกเราเดินมาจนสุดตึกเพื่อจะทะลุไปยังส่วนโรงงานใหญ่ อุปสรรคอย่างแรกก็เจอคือ ไม่มีทางไปต่อ.. หลายคนอาจจะงง เพราะตึกนี้ไม่ได้ออกแบบให้ทะลุถึงกับตึกอื่นๆ ตึกที่อยู่ติดกันก็คือตึกที่ดูเหมือนๆกับโรงจอดรถ ทางเดียวที่เราจะไปต่อได้ดูก็คือ ปีนข้ามช่องขนาดใหญ่เข้าไป ลักษณะก็คล้ายๆกับ ปีนกำแพงขนาดเท่าเอวได้ และดูท่าทางเหมือนคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี้จะใช้เส้นทางนี้กัน เพราะมีพวกกระสอบทรายยางรถยนต์มีรองให้ปีนไว้อยู่แล้ว..แต่ว่าเมื่อปีนพ้นไปแล้ว ตึกอีกด้านหนึ่งกลับมีทางพื้นที่ต่ำกว่าพื้นเดิมมากมาก เรียกได้ว่าแทบจะต้องกระโดดลงไป แต่ก็ยังดีที่มีพวกยางรถยนต์อะไรแบบนี้รองไว้บ้าง พวกเราค่อยปีนผ่านช่องกำแพงไปทีละคนๆ พวกผู้ชายดูจะไม่เป็นกังวลอะไร แต่กับพวกผู้หญิงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างลำบาก พวกเราต้องคอยช่วยดันและรับให้พวกผู้หญิงในกลุ่มปีนผ่านกันไปได้ ทำเอาเหงื่อตกกันพอควร..
ในโรงรถยิ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ พวกเราทุกคนถูกไอ้เป้และโบว์(ผู้มีประสบการณ์) สั่งให้ปิดไฟฉายให้หมด เพราะจากตรงนี้เป็นจุดเสี่ยงที่จะถูกยามมองเห็นเอาได้.. สภาพการณ์เลยค่อนข้างย่ำแย่ เพราะภายในโรงรถมีน้ำขังเจิ่งนองไปหมด คาดว่าเกิดจากฝนที่เพิ่งตกหมาดๆตอนหัวค่ำ พวกเราต้องเดินไปยังทางออกที่มีแสงสว่างนำทางอยู่เพียงทางเดียว โดยไม่สามารถมองเห็นกันได้เลย.. เมื่อทะลุออกมากก็จะเป็นถนนโล่งและเมื่อเดินตัดไป ก็จะเข้าสู่ส่วนหลักของโรงงาน...
ตึกที่ 2
เมื่อเดินเข้าตึกมาไอ้เป้ก็เดินนำขึ้นบันไดที่อยู่ตรงทางเข้าไปเลย.. ด้วยความที่มันเป็นผู้นำของกลุ่มนี้ พวกเราก็ต้องตามมันไป.. บันไดทางขึ้นนั้นน่ากลัวมากๆ.. บันไดเป็นแบบบันไดเหล็กโปร่งๆ ที่สามารถมองทะลุไปยังด้านบนสุดได้ ตอนเดินขึ้นก็มีเสียงแก๊งๆๆ ตลอดเวลา ยิ่งภาพที่เห็นเวลาที่เอาไฟฉายส่องไปตามบันไดนี่ยิ่งขนลุกอย่างบอกไม่ถูก..
เมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นที่ 2 ก็มีลักษณะไม่ต่างจากเดิมมากนัก พวกเราเห็นห้องกว้างๆ มืดๆ ไม่มีอะไรเลยอยู่ภายใน.. แต่ตึกนี้ด้านบนลักษณะเพดานดูจะเตี้ยๆกว่า และหน้าต่างก็ดูใหญ่กว่าด้วย.. ทำให้ลักษณะข้างในไม่มืดเท่ากับตึกที่แล้วที่เพิ่งผ่านมา.. แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมืดพอที่จะทำให้พวกเราหวาดกลัวกันได้อยู่ดี พวกเราก็ยังช้าๆไปต่อกันเช่นเดิม แต่คราวนี้เริ่มที่จะส่องไฟฉายสำรวจตรวจตรารอบๆกันมากขึ้น ผมเองก็ยังกล้าๆกลัวๆอยู่ส่งไฟไปด้านโน้นทีด้านนี้ที.. เสียวๆเหมือนกันว่าจะเห็นอะไรเข้า..
ตอนนี้ผมโดนเพื่อนๆเบียดไปมา จนมาอยู่รั้งๆท้ายกลุ่ม ตอนนี้พวกเราจะเกาะกลุ่มเดินแถวเรียงสองกันไปมีโตโต้อยู่รั้งท้ายคนเดียว(เขากล้าๆ ปล่อยเขาไป -_-") ผมนั้นจับคู่อยู่กะยัยออม ด้วยความที่เป็นคนกลัวปี๋ขึ้นheadทั้งคู่ ก็เลยคล้องแขนเดินกันไป โรแมนติคหวานหวาวจริงจริ้ง.. แต่ทานโทษ หันไปเจอหน้านังออมตอนมืดๆ มีไฟฉายส่องจากใต้คางนี้.. ผีตานียังต้องหลบคุณน้องเขาเลยล่ะ..
เดินกันไม่นานเพราะตึกนี้เล็ก พวกเราก็พบว่าที่จริงแล้วตึกนี้กับตึกที่ 3 มีสะพานทางเดินเชื่อมกันที่ชั้น 2 เลยเข้าใจว่าไอ้เป้พาพวกเรามาชั้นนี้ทำไม.. สะพานเชื่อมนี้น่าจะเนรียกว่าท่อเหล็กพาดตึกมากกว่า สภาพของมันนั้นเก่าสนิมเขรอะ แม้จะใช้งานได้ดีอยู่ แต่เวลาเดินกลับมีเสียงดังก๊องแก๊งๆ ตลอดทุกฝีก้าวที่เราประทับไปยังพื้นเหล็ก พวกเราค่อยย่องเดินกันเงียบๆ เพราะกลัวเสียงจะดังจนเกินไป ระหว่างทางกึ่งกลางของสะพานนี้จะมีบันไดทางลงลงไปยังพื้นด้านล่าง ถ้าลองมองลอดไปดูจะพบว่าเป็นทางลงไปพื้นด้านล่างและเป็นทางไปยังตึกหลังที่4ได้ แต่บรรยากาศมันสยองขวัญน่าดู เพราะมีป่ารกทึบขึ้นปกคลุมด้านล่างเต็มไปหมด พอเว้นที่ว่างให้เป็นทางเดินเท่านั้นเอง ยามที่แสงไฟฉายส่องกราดไปยังต้นไม้ที่มืดมิดด้านล่าง มันทำเอาผมขนลุกได้อย่างไม่รู้ตัว..
ตึกที่ 3
พอพวกเราเดินเข้ามาในตึกนี้บรรยากาศความอึดอัด ความน่ากลัวต่างๆก็เริ่มคลายตัวลงไปได้พอควร.. ตึกนี้มีหลายชั้นเมื่อมองดูจากข้างนอก ผนังตึกดูเหมือนจะไม่มี หรือมีแต่อาจจะถูกทุบไปแล้วก็เป็นได้ แต่ตัวตึกตั้งอยู่ค่อนจะชิดไปทางถนนใหญ่ ทำให้มีไฟจากข้างทางมาบาง แต่วันนี้ดูเหมือนข้างๆโรงงานจะมีกลุ่มรถบรรทุกมาจอดพักกันกลุ่มใหญ่ๆเลย ทำให้บรรยากาศด้านหนึ่งดูสว่างมาก ไอ้เป้ก็บ่นอีกว่า ไม่น่ามีรถเล้ย เลยไม่น่ากลัวเลย.. แต่ถึงอย่างนั้นแสงไฟมันก็มาจากเพียงด้านเดียวของตึก ด้านที่เราเดินเข้ามาและต้องกลับออกไปนั้นยังถูกปกคลุมไปด้วยเงามืดอยู่ ควาสว่างของมันก็เพียงแสงจันทร์กับไฟฉายเท่านั้น..
ตึกนี้ทำให้ดูมีความรู้สึกของโรงงานร้างขึ้นมาเลยทีเดียว เพราะที่พื้นเต็มไปด้วยเศษนุ่น เศษผ้า จำนวนมากระเกะรกะเต็มไปหมด เมื่อเราลองส่องไฟดูก็พบว่ามันติดสีบางอย่างที่แห้งแล้วสีแดงเข้มแทบทั้งนั้น.. บางทีอาจจะเป็นเลือดก็ได้ไม่แน่ใจ.. ว่ากันว่าตึกนี้เป็นตึกที่มีคนทำงานอยู่มากที่สุด เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนมาก เพราะไม่ได้ทำทางหนีไฟไว้ คนข้างก็กระโดดออกไปไม่ได้เพราะผนังเป็นกระจก..
ในชั้นที่ 2 เราเดินสำรวจกันทั่วๆไปดูไม่มีอะไรในชั้นนี้มากนัก.. พวกเราจึงเดินขึ้นไปสำรวจชั้นที่ 3 กันต่อ บันไดของที่นี้มี 2 แห่ง อยู่คนละมุมตึกแต่ฝั่งเดียวกัน แถมเป็นฝั่งมืดอย่างที่ว่าเสียด้วย บรรยากาศในบันไดน่ากลัวเอาเรื่อง ลักษณะเป็นบันไดปูนเปลือยคล้ายทางหนีไฟตามตึกสำนักงานนั่นล่ะ ผนังด้านหนึ่งเปิดโล่งๆทำใหมีแสงจันทร์ส่องอาบไล้ไปทั่วบันได มันฟังออกจะโรแมนติคนะ แต่เอาเข้าจริงมันน่าขนลุกเป็นที่สุด! พอพวกเราขึ้นไปชั้นที่ 3 เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มก็ทำท่าเหมือนจะไม่ไหว.. แต่ก็ยังไปต่อกันได้ โดยจะดูชั้นนี้แค่พอผ่านๆแล้วลงไปดูตึกที่ 4 กันเลย..
ระหว่างที่พวกเรากำลังก้าวลงบันไดอย่างช้าๆตามหลังพวกเพื่อนๆไป สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่าง จากบันไดด้านข้าง..
มีคนกำลังเดินขึ้นมา!
รู้สึกเหมือนเป็นผู้ชาย แต่ว่า..
เขาสวมชุดเหมือนพนักงานโรงงาน แถม..ตัวสีขาวทั้งตัว!!
ผมมองเห็นผู้ชายคนนั้นเดินสวนขึ้นมาพริบตาเดียว แล้วเขาก็หายวับไป ผมมองเห็นเขาเพียงพริบตาเดียว แต่มันช่างชัดเจนมาก.. ใช่ ผมมองเห็นคนจริงๆ!
ผมสะดุดกึก ตกใจมากกับภาพที่เห็นหยุดเดินทันทีที่กลางบันไดนั่น ออมเองก็หยุดเดินด้วย พวกเราหันหน้ามามองกันด้วยสายตาหวาดกลัว แต่พวกเราก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาทั้งคู่.. เพื่อนๆที่นำไปก่อนหน้าก็หันมาเห็นพวกเราหยุดกึกอยู่กลางบันได นิ่งเงียบกันอยู่นาน ก็มีคนถามขึ้นมาว่า "1เหรอ.. ไหวมั้ย" ผมก็บอกไปว่าไหวๆ แล้วก็เดินกันต่อไป..
พอพวกเราเดินลงมาถึงหน้าตึกที่ 4 กำลังจะเข้าไป ก็เห็นว่าพพุ่มไม้ข้างทางสั่นไหวขึ้น.. พวกเรากลัวว่าจะเป็นสัตว์จรจัด หรือสัตว์ป่าบางอย่าง จึงรีบตะโกนบอกว่า "2 2" จากนั้นก็เดินถอยกลับออกมา.. แล้วก็เป็นไปตามกฎที่เราวางไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อมีคนเอ่ยปาก 2 หรือ 1 ขึ้นมา พวกเราทุกคนต้องกลับ...
.........
ขากลับเราเดินกลับตามทางเดิน ความน่ากลัวเริ่มจางหายไป ในความคุ้นเคยกับสถานที่ เราย้อนกลับทางเก่า มีทุกลักทุเลาบ้างช่วงที่ต้องปีนข้ามกำแพงของโรงรถ ที่ต้องให้คนแรงเยอะเข้าไปก่อน แล้วคอยดึง ดันส่งตัวพวกผู้หญิงขึ้นไปให้ได้.. ช่วงตรงนี้โบว์พาเดินออกไปด้านข้างของโกดังแรก เป็นทางเดินเล็กขนาบข้างตัวตึก มีพวกวัชพืชต้นไม้ขึ้นพอควร แต่ข้างนอกนี้สว่างกว่าข้างในมาก พวกเราจึงเลือกเดินมาทางนี้กันหมด ทำให้เดินกลับออกมากันได้ไวกันทีเดียว.. เมื่อออกมาขึ้นรถกันหมด และขับรถออกไปแล้ว ทุกคนก็เริ่มถามถึงกันใหญ่ว่าเจออะไรกันบ้าง..
ส่วนใหญ่ก็ยิงคำถามใส่ผมกันนั่นหล่ะว่าผมเห็นอะไร ถึงได้ชะงักไปตอนนั้น..
ผมก็บอกเล่าไปเท่าที่เห็น แล้วหันกลับไปถามออมว่า "รู้รึเปล่าว่าเราเจอ?"
ออมบอกว่า "รู้สิ ก็ตอนที่แกชะงักน่ะ เรารู้สึกเหมือนมีอะไรเย็นๆไม่รู้ผ่านตัวไปเว้ย.."
อีกคนที่เหมือนจะเจอเหมือนกันก็คือโตโต้..
มันบอกว่าที่อยู่รั้งท้ายเพราะรู้สึกได้ตั้งแต่ตอนเข้ามาที่ตึกที่ 2 ว่า เหมือนมีใครเดินตามมาตลอดเลยลองไปเดินรั้งท้ายช่วยระวังดู.. แล้วก็ตอนเดินขึ้นบันไดตอนตึกที่ 3 เเห็นเงาดำๆแว่บๆเหมือนมีใครมาแอบดูตรงประตู..
สรุปทริปนี้ บุคคลผู้ไม่พึงประสงค์จะใคร่มาอย่างข้าพเจ้า ได้ jackpot กลับไปคนเดียว เห็นแบบเต็มๆลูกตาคนเดียวใน 9 คนเลย.. ส่วนที่ผิดหวังที่สุดเห็นจะเป็นไอ้เป้.. บอกว่ามันครั้งนี้ก็รอบที่ 3 แล้วนะ ทำไมไม่เห็นเจอซะที ทำไมแกมารอบแรกแล้วเจอเลยวะ..
เออ.. มึงอยากมาเจอแบบกูดูบ้างไหมล่ะ !!!
เสร็จแล้วพวกเราก็นั่งรถกลับม.กัน กว่าจะถึงศาลายาได้ตอนนั้นก็ปาไปเกือบๆตีสองแล้ว แยกย้ายกันกลับห้องหลับกันหมด.. วันแห่งความระทึกของผมก็จบลงแค่นี้.. แต่ผมคงจำภาพที่เห็นติดตาไปอีกนานเลยทีเดียว
................
ตอนนี้ก็ใกล้ครบรอบ 2 ปีนับจากวันนั้นแล้ว..
ผมว่าผมคงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาคนนั้นสักหน่อย เคยได้ยินมาว่าที่เขามาให้เราเห็น ก็เพราะเขานั้นไม่สามารถไปผุดไปเกิดำด้ ต้องเร่ร่อนขอรับส่วนบุญจากคนอื่น..
ออมยังมาเคยเล่าเลยว่า เคยฝันเห็นคนงานมาหาในฝันอีก..
หวังว่าส่วนบุญของผมคงจะทำให้เขาหลุดพ้นจากบ่วงในโลกนี้ได้สักที..
end of tale..
ปล. ใครมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ลองมาเล่าแบ่งปันกันได้นะครับ
เรื่องตำนานศาลายานี้ ใครเป็นเด็กมหิดลจะก้อปไปลงที่อื่นก็ได้ไม่ว่ากัน ;-) แต่ทำลิ้งค์มาบลอคผมหน่อยก็ดี..
edit @ 2007/08/27 01:05:09

เรื่องนี้คุ้นๆแฮะ เหมือนใครเคยเล่าแล้ววะ แกหรือโตโต้นี่แหละ
ข่าวว่าวันจันทร์สอบมากมายๆยังไม่ได้อ่านซักตัว
ไปละ เดี๋ยวว่างๆมาอ่านใหม่
#1 By นุ้ย (58.8.8.144) on 2007-08-31 21:43